
หัวใจเต้นเป็นจังหวะที่เรามักไม่รู้สึก แต่เมื่อจังหวะนั้นผิดปกติอาจนำไปสู่การวิงเวียน หัวใจเต้นเร็วหรือช้าจนเป็นอันตรายได้ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia) มีหลายรูปแบบและสาเหตุ การเข้าใจอาการ สาเหตุ และวิธีตรวจโดยคลื่นไฟฟ้าหัวใจจะช่วยให้รับการดูแลได้ทันท่วงที
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคืออะไร และมีแบบใดบ้าง
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคือความผิดปกติของการเกิดหรือการนำสัญญาณไฟฟ้าในหัวใจ ทำให้จังหวะการบีบตัวผิดปกติ แบ่งคร่าว ๆ ได้เป็น
- หัวใจเต้นเร็ว (tachycardia) เช่น SVT (supraventricular tachycardia), AF (atrial fibrillation)
- หัวใจเต้นช้า (bradycardia) เช่น sinus bradycardia, heart block
- การเต้นผิดรูปแบบ (ectopic beats) เช่น PVCs (premature ventricular contractions)
บางชนิดไม่อันตรายมาก แต่อย่างเช่นภาวะ AF หรือ ventricular tachycardia อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด หัวใจล้มเหลว หรือนำไปสู่หัวใจหยุดเต้นได้
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
สาเหตุมีได้หลายอย่าง เช่น
- โรคหัวใจตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ
- ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือภาวะไทรอยด์เป็นพิษ
- ยาบางชนิดหรือเครื่องดื่มกระตุ้น (คาเฟอีน แอลกอฮอล์)
- ภาวะเครียด ขาดการนอน หรืออิเล็กโทรไลต์ไม่สมดุล
ปัจจัยเสี่ยงรวมถึงอายุมาก ประวัติครอบครัว ผู้สูบบุหรี่ และโรคเมตาบอลิกต่าง ๆ
อาการที่ควรสังเกต
อาการขึ้นกับชนิดของการเต้นผิดจังหวะ แต่สัญญาณทั่วไปได้แก่
- หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นไม่สม่ำเสมอ (รู้สึกกระตุกในอก)
- วิงเวียน หน้ามืด หรือเป็นลม
- หายใจไม่ทัน เหนื่อยง่ายขึ้น
- เจ็บหน้าอก หรือรู้สึกอ่อนแรงผิดปกติ
หากมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจไม่ออกหรือหมดสติ ให้รีบไปหาหมอฉุกเฉินทันที
การตรวจด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG/EKG)
คลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นการตรวจหลักเพื่อวินิจฉัยภาวะเต้นผิดจังหวะ โดยทำได้หลายรูปแบบ:
คลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบมาตรฐาน (Resting ECG)
- ทําในท่านอนหรือยืนนิ่ง ใช้เวลาไม่กี่นาที ติดแผ่นอิเล็กโทรดที่หน้าอก แขนและขา
- บันทึกคลื่น P, QRS, T เพื่อดูจังหวะ ความถี่ และรูปแบบการนำสัญญาณ
- ดีสำหรับตรวจภาวะเต้นผิดจังหวะที่เกิดขณะตรวจ แต่ถ้าอาการเป็นช่วง ๆ อาจไม่พบความผิดปกติ
เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา (Holter monitor)
- ติดเครื่องบันทึกต่อเนื่อง 24–48 ชั่วโมงหรือมากกว่า เหมาะกับอาการเป็นครั้งคราว
- จับการเต้นผิดจังหวะที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาปกติของชีวิตประจำวัน
อุปกรณ์บันทึกเหตุการณ์ (Event monitor) และเครื่องตรวจแบบสวมยาว (patch)
- ใช้เมื่อต้องการติดตามยาวนานเป็นสัปดาห์ถึงเดือน หากอาการเกิดไม่บ่อย
- ผู้ป่วยกดปุ่มบันทึกเมื่อมีอาการ หรืออุปกรณ์จะบันทึกอัตโนมัติเมื่อจับความผิดปกติได้
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise ECG)
- ใช้เมื่อต้องการดูการเต้นของหัวใจขณะออกแรง เพื่อประเมินผลของการออกกำลังกายหรือเชื่อมโยงกับภาวะตีบของหลอดเลือด
เบื้องต้นเกี่ยวกับการอ่านคลื่นไฟฟ้า
- P wave แสดงการหดตัวของหัวใจห้องบน (atria)
- QRS complex แสดงการหดตัวของหัวใจห้องล่าง (ventricles)
- T wave แสดงการฟื้นตัวของห้องล่าง
ตัวอย่างความผิดปกติ: ใน AF จะไม่เห็น P wave และจังหวะจะ “irregularly irregular” — ไม่สม่ำเสมอ ใน AV block จะมี PR interval ยาวหรือมีการหยุดของ QRS บางครั้ง
การเตรียมตัวและข้อจำกัดของการตรวจ
- ไม่ต้องอดอาหารสำหรับ ECG พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงคาเฟอีนก่อนการตรวจบางประเภท
- Holter อาจทำให้รู้สึกไม่สะดวกขณะอาบน้ำหรือกิจกรรมบางอย่าง
- คลื่นไฟฟ้าหัวใจแม่นยำเมื่อจับสัญญาณได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นสาเหตุเชิงโครงสร้างบางอย่างได้ ต้องอาศัยการตรวจอื่นร่วมเช่น Echocardiogram
สรุป
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมีตั้งแต่ไม่รุนแรงจนถึงอันตราย การสังเกตอาการและการตรวจด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นกุญแจสำคัญในการวินิจฉัยและวางแผนรักษา หากรู้สึกหัวใจเต้นผิดปกติ เป็นลม หรือมีอาการรุนแรง ควรพบแพทย์หรือตรวจฉุกเฉิน การติดตามระยะยาวด้วย Holter หรืออุปกรณ์บันทึกแบบสวมอาจจำเป็นในกรณีอาการเป็นครั้งคราว และการรักษาจะขึ้นกับชนิดของภาวะ เริ่มจากการปรับพฤติกรรม ยาจัดการจังหวะ หรือการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจตามความเหมาะสม
