
คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG หรือ EKG) เป็นการตรวจทางการแพทย์ที่รวดเร็ว ไม่เจ็บ และให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทำงานของหัวใจ การอ่านคลื่นไฟฟ้าช่วยให้แพทย์ค้นหาความผิดปกติหลายด้าน ตั้งแต่จังหวะการเต้นไปจนถึงสัญญาณของการขาดเลือดหรือความผิดปกติของอิเล็กโทรไลต์ บทความนี้สรุปโรคและภาวะที่ ECG สามารถช่วยวินิจฉัยได้ พร้อมข้อจำกัดและคำแนะนำการใช้งาน
ภาวะที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจช่วยวินิจฉัยได้ดี
ความผิดปกติของจังหวะการเต้น (arrhythmias)
ECG เป็นเครื่องมือหลักในการตรวจหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น
- หัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ (atrial fibrillation) — ไม่มีคลื่น P และจังหวะไม่สม่ำเสมอ
- หัวใจเต้นเร็วเหนือห้องล่าง (SVT) และ ventricular tachycardia — จังหวะเร็วและรูปแบบคลื่นผิดปกติ
- การเต้นก่อนเวลา (PVCs, PACs) — พบนอกจังหวะปกติเป็นจุด ๆ
- การนำสัญญาณผิดปกติ เช่น AV block (ระดับ 1–3) — พบ PR interval ยาวหรือขาดช่วงของ QRS
การจับจังหวะผิดปกติที่เกิดเป็นช่วง ๆ อาจต้องใช้ Holter monitor หรือ event recorder เพื่อบันทึกต่อเนื่อง
การขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (ischemia / myocardial infarction)
- ภาวะขาดเลือดเฉียบพลัน: การเปลี่ยนแปลงของ ST segment และ T wave สามารถบ่งชี้การขาดเลือดหรือการกลับคืนของการไหลเวียน
- หัวใจวายเฉียบพลัน (STEMI): การยกของ ST ในตำแหน่งที่สอดคล้องกับหลอดเลือดสาขาเฉพาะเป็นสัญญาณฉุกเฉิน
- Q wave เก่าอาจบ่งบอกว่าเคยเกิดการตายของเนื้อเยื่อหัวใจมาก่อน
การอ่านต้องรวมกับอาการและเอกซเรย์หรือเลือดวัดเอนไซม์หัวใจเพื่อยืนยัน
ความผิดปกติของการนำสัญญาณและโครงสร้างไฟฟ้า
- บล็อกของเส้นใยนำไฟฟ้า เช่น bundle branch block (RBBB, LBBB)
- ภาวะ pre-excitation (WPW) — พบ delta wave และ PR สั้น
- การทำงานของเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจและการตรวจการฝัง pacemaker
ความผิดปกติที่บ่งชี้การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาอื่น ๆ
- ขนาดหรือแรงของห้องหัวใจผิดปกติ เช่น atrial enlargement หรือ ventricular hypertrophy จากรูปแบบคลื่น
- สัญญาณของภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis) — ST สูงกระจายและ PR ต่ำ
- ภาวะความไม่สมดุลของอิเล็กโทรไลต์ เช่น hyperkalemia, hypokalemia — มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนของ T wave และ QRS
สัญญาณที่บอกว่าต้องตรวจเพิ่มหรือตรวจเฉพาะกิจ
- สงสัย pulmonary embolism บางครั้งมี S1Q3T3 pattern แต่ไม่จำเพาะ จึงต้องการ CT pulmonary angiography
- ผลของยา เช่น digoxin effect — เปลี่ยนแปลง ST/T แบบเฉพาะตัว
ข้อจำกัดของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
- ถ้าอาการเป็นช่วง ๆ คลื่นไฟฟ้าหนึ่งชุดอาจเป็นปกติได้ จึงต้องเลือก Holter หรือ event monitor เมื่อจำเป็น
- ECG ให้ข้อมูลทางไฟฟ้า ไม่สามารถมองเห็นโครงสร้างหัวใจโดยตรง ต้องใช้ echocardiogram, cardiac CT หรือ angiography เมื่อต้องการภาพโครงสร้างหรือการตีบของหลอดเลือด
- การตีความต้องอาศัยบริบทของอาการ ประวัติ และผลตรวจอื่น ๆ — ผลลบของ ECG ไม่ได้ตัดความเสี่ยงทั้งหมด
ควรทำ ECG เมื่อไรและเตรียมตัวอย่างไร
- มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจไม่ทัน ใจสั่น หรือเป็นลม ควรตรวจทันที
- ตรวจก่อนผ่าตัดใหญ่ หรือเมื่อพบภาวะเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันสูง
- เตรียมตัวง่าย ๆ คือพักผ่อน สวมเสื้อที่ถอดง่าย หลีกเลี่ยงครีม/น้ำมันที่หน้าอกซึ่งอาจรบกวนการติดแผ่นอิเล็กโทรด
สรุป
คลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นการตรวจพื้นฐานแต่ทรงพลังในการวินิจฉัยความผิดปกติด้านจังหวะหัวใจ การขาดเลือดเฉียบพลัน ภาวะการนำสัญญาณผิดปกติ และสัญญาณที่บ่งชี้ถึงปัญหาเมแทบอลิกหรือผลจากยา อย่างไรก็ดี ECG มีข้อจำกัดและมักต้องใช้ร่วมกับการตรวจอื่น ๆ และข้อมูลทางคลินิก
